อิฐมวลเบา หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า คอนกรีตมวลเบาแบบอบไอน้ำ (Autoclaved Aerated Concrete หรือ AAC) นับเป็นวัสดุก่อผนังที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในงานก่อสร้างยุคปัจจุบัน เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าอิฐแบบดั้งเดิมหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องการกันความร้อนที่เหมาะกับสภาพอากาศร้อนของประเทศไทย
บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่อิฐมวลเบาคืออะไร ผลิตจากอะไร รูปแบบการใช้งาน ข้อดี ข้อเสีย และแนวทางการเลือกใช้งานอย่างเหมาะสม
อิฐมวลเบาคืออะไร
อิฐมวลเบา คืออิฐที่ได้รับการพัฒนาและต่อยอดมาจากอิฐบล็อก โดยมีลักษณะภายนอกคล้ายกับอิฐบล็อกทั่วไปทั้งขนาดและสีสัน แต่มีน้ำหนักเบากว่าอย่างเห็นได้ชัด จึงเป็นที่มาของชื่อ อิฐมวลเบา
อิฐชนิดนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้ในการก่อผนังหรือกำแพง โดยมีคุณสมบัติพิเศษด้านการเป็นฉนวนกันความร้อนและเสียง ทำให้เหมาะกับการก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยและอาคารพาณิชย์ในทุกรูปแบบ
อิฐมวลเบาผลิตจากอะไร
อิฐมวลเบาผลิตจากวัตถุดิบหลัก ได้แก่ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ทราย ปูนขาว ยิปซัม น้ำ และสารกระจายฟองอากาศ (Foaming Agent) กระบวนการผลิตเริ่มจากการผสมวัตถุดิบทั้งหมดเข้าด้วยกัน โดยสารกระจายฟองอากาศจะทำให้เกิดฟองอากาศขนาดเล็กกระจายตัวอยู่ภายในเนื้อคอนกรีตอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อส่วนผสมเริ่มแข็งตัว จะทำการตัดแบ่งเป็นก้อนตามขนาดที่ต้องการด้วยเครื่องตัดที่มีความแม่นยำสูง จากนั้นนำอิฐที่ตัดแล้วไปอบด้วยไอน้ำที่อุณหภูมิและความดันสูง (Autoclave) เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและเสถียรภาพของโครงสร้าง ทำให้อิฐมีอายุการใช้งานยาวนาน
รูปแบบการใช้งานอิฐมวลเบา
อิฐมวลเบาได้รับการออกแบบมาใช้ในการก่อผนังทุกรูปแบบ ทั้งผนังภายในและภายนอกอาคาร เหมาะเป็นพิเศษสำหรับอาคารหรือบ้านเรือนที่ต้องการลดการถ่ายเทความร้อนและเสียงจากภายนอก เช่น บ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน ห้องประชุม และห้องนอนที่ต้องการความเงียบสงบ
ข้อดี 7 ประการของอิฐมวลเบา
อิฐมวลเบามีข้อดีหลายประการที่ทำให้เป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ในงานก่อสร้างปัจจุบัน
1. น้ำหนักเบา
อิฐมวลเบามีน้ำหนักเบาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับอิฐชนิดอื่นที่มีขนาดเท่ากัน เนื่องจากภายในเนื้ออิฐมีฟองอากาศที่ไม่เชื่อมต่อกันอยู่ถึงประมาณร้อยละ 75 ทำให้ปริมาณเนื้อคอนกรีตน้อยลง น้ำหนักจึงลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้โครงสร้างอาคารไม่ต้องรับน้ำหนักมากเกินไป
2. กันความร้อนได้ดี
ฟองอากาศที่กระจายอยู่ภายในเนื้ออิฐทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนตามธรรมชาติ เนื่องจากอากาศที่ถูกกักไว้มีคุณสมบัติไม่นำความร้อน เมื่อนำไปก่อเป็นผนังหรือกำแพง ความร้อนจากภายนอกจึงไม่สามารถถ่ายเทเข้าสู่ภายในอาคารได้ง่าย ช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้านและประหยัดค่าไฟจากเครื่องปรับอากาศ
3. ดูดซับเสียงได้ดี
นอกจากเป็นฉนวนกันความร้อนแล้ว ฟองอากาศภายในอิฐยังทำหน้าที่ดูดซับเสียงได้อีกด้วย เมื่อคลื่นเสียงเดินทางมาถึงผนังอิฐมวลเบา ช่องว่างของฟองอากาศจะช่วยลดทอนแรงสั่นสะเทือนของเสียง ทำให้เสียงไม่สามารถส่งผ่านไปยังอีกด้านของผนังได้อย่างชัดเจน บ้านที่ก่อด้วยอิฐมวลเบาจึงมีเสียงรบกวนจากภายนอกน้อยลง
4. ทนทานสูง
อิฐมวลเบามีส่วนประกอบและอัตราส่วนที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ประกอบกับกระบวนการอบด้วยไอน้ำที่อุณหภูมิและแรงดันสูง ทำให้อิฐผ่านการยืดและหดตัวอย่างเต็มที่แล้ว จึงมีความแข็งแรงทนทานสูงและมีอายุการใช้งานยาวนาน
5. ทนไฟได้ดี
เนื่องจากอิฐมวลเบามีคุณสมบัติเป็นฉนวนกันความร้อน ช่องว่างภายในจะป้องกันไม่ให้ความร้อนไหลเข้าสู่เนื้ออิฐได้ง่าย จึงทำให้อิฐมีความทนทานต่อเปลวไฟและไม่ลุกติดไฟ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับอาคาร
6. ก่อง่าย รวดเร็ว
อิฐมวลเบาผ่านการตัดด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย ทำให้แต่ละก้อนมีขนาดสม่ำเสมอ ประกอบกับน้ำหนักที่เบา จึงง่ายต่อการยกและจัดวาง ช่วยให้งานก่อผนังทำได้รวดเร็วและประหยัดเวลามากกว่าการใช้อิฐชนิดอื่น
7. สวยงาม
อิฐมวลเบามีขอบที่เรียบตรงและขนาดที่สม่ำเสมอ ทำให้รอยต่อในการก่อมีลักษณะเล็กและสนิท งานก่อที่ออกมาจึงมีความเรียบร้อยและสวยงาม เมื่อฉาบปูนแล้วจะได้ผิวผนังที่เรียบเนียนพร้อมสำหรับการตกแต่ง
ข้อเสีย 4 ประการที่ควรรู้
แม้จะมีข้อดีหลายประการ แต่อิฐมวลเบาก็มีข้อจำกัดบางประการที่ผู้ใช้ควรทราบก่อนตัดสินใจเลือกใช้
1. ต้องใช้ปูนเฉพาะในการก่อ
การก่ออิฐมวลเบาจะต้องใช้ปูนก่อสูตรเฉพาะสำหรับอิฐมวลเบาเท่านั้น ไม่สามารถใช้ปูนก่อทั่วไปได้ เนื่องจากอิฐมวลเบามีอัตราการดูดซึมน้ำและลักษณะผิวสัมผัสที่แตกต่างจากอิฐชนิดอื่น การใช้ปูนผิดประเภทอาจทำให้ผนังไม่แข็งแรงหรือเกิดรอยร้าวได้ สามารถเลือกใช้ปูนสำเร็จรูปสูตรอิฐมวลเบาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
2. ต้องใช้เกรียงฟันปลาเฉพาะ
การก่ออิฐมวลเบาจำเป็นต้องใช้เกรียงฟันปลาในการปาดปูนระหว่างก้อนอิฐ ไม่สามารถใช้เกรียงชนิดอื่นได้ เช่น เกรียงใบโพธิ์ หรือเกรียงเซาะล่อง เนื่องจากเกรียงฟันปลาจะช่วยกระจายปูนให้สม่ำเสมอและหนาเท่ากันทั้งแนว
3. ต้องติดเหล็กยึดผนัง
ผนังอิฐมวลเบาจำเป็นต้องมีการติดเหล็กยึด (Metal Tie) เพื่อยึดผนังอิฐให้ติดกับเสาหรือโครงสร้างหลักของอาคาร ป้องกันการเลื่อนหลุดหรือการล้มของผนังที่ก่อเสร็จแล้ว ซึ่งเป็นขั้นตอนเพิ่มเติมที่ต้องคำนึงถึงในการวางแผนงานก่อสร้าง
4. ราคาสูงกว่าอิฐชนิดอื่น
ราคาของอิฐมวลเบาจะสูงกว่าอิฐมอญหรืออิฐบล็อกทั่วไป อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากปริมาณการใช้งานต่อตารางเมตรและระยะเวลาในการก่อสร้างที่น้อยกว่า การใช้อิฐมวลเบาอาจช่วยประหยัดค่าแรงและเวลารวมได้ในระยะยาว
การเลือกใช้อิฐมวลเบาให้เหมาะสม
อิฐมวลเบาเหมาะกับสภาพอากาศร้อนของประเทศไทย เพราะช่วยป้องกันความร้อนเข้าสู่ภายในอาคารได้เป็นอย่างดี หากต้องการก่อสร้างบ้านหรืออาคารที่อยู่สบาย เย็น และเงียบ อิฐมวลเบาถือเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า
สิ่งสำคัญคือต้องใช้วัสดุและเครื่องมือที่ถูกต้อง ได้แก่ ปูนก่อเฉพาะอิฐมวลเบา เกรียงฟันปลา และเหล็กยึดผนัง เพื่อให้งานก่อสร้างออกมาแข็งแรงและมีคุณภาพ
สนใจอิฐมวลเบาคุณภาพ หรือวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ เช่น ปูนสำเร็จรูป คอนกรีตผสมเสร็จ หรือเสาเข็ม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ช่องทางด้านล่าง
สั่งซื้อและสอบถามราคา
📞 โทร: 081-7359663 💬 Line: atconcrete
จัดส่งทั่วประเทศ รับประกันคุณภาพ